Categories

Contact กับความฝันวัยเด็ก

posted on 20 Oct 2009 21:21 by dunk-go

 

อาทิตย์ก่อน โหลดหนังเรื่อง Contact มาดู แต่ดองเอาไว้ เมื่อวานได้มีโอกาสหยิบมาดู บอกได้เต็มปากเลยว่า

 

"สุดยอด"

 

เรื่องจะพูดถึงนักดาราศาสตร์หญิงคนหนึ่ง คอยเฝ้ารับสัญญาณจากห้วงอวกาศ หวังไว้ลึกๆว่าจะพบอารยธรรมต่างดาวเข้าซักวัน ในขณะที่คนอื่นๆพากันมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่แล้ว เธอก็พบมัน

สัญญาณที่บ่งบอกถึงเผ่าพันธุ์ที่ทรงปัญญา สัญญาณที่เป็นภาษาต่างดาว สัญญาณที่บ่งบอกอะไรบ่างอย่าง สัญญาณที่แปลความออกมาเป็นแบบแปลนสิ่งที่คล้ายยานพาหะนะขนาดยักษ์

 

 A message from deep space. Who will be the first to go? A journey to the heart of the universe.

 

Contact เป็นหนัง sci-fi ที่โดดเด่นในพล๊อตเรื่อง แม้ว่าเนื้อหาไม่หนักมาก ไม่ต้องตีความ แต่ทิ้งคำคม และคำถามที่แยบคาบหลายๆอย่างไว้ ไม่เฉพาะในแง่ของวิทยาศาสตร์แต่รวมไปถึง ปรัชญา ศาสนา  ความเชื่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยน ความคิด มุมมอง ทัศนคติหลายๆอย่างในตัวผมไปอย่างมาก แนะนำอย่างมากให้หามาดูนะ Jodie Foster แสดงได้ดีมาก

 

ผมไม่เชื่อเรื่องเทพ เรื่องพระเจ้า ปักใจว่าไม่มีอยู่จริง

แต่เมื่อนางเอกท้าให้พระเอก พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า พระเอกท้ากลับ

คุณรักพ่อคุณมั้ย?
หา? อะไรนะ?
พ่อของคุณน่ะ รักมั้ย?
รักสิ มากด้วย
พิสูจน์สิ...

หรือนางเอก โดนถากถางว่า มนุษย์ต่างดาวเป็นแค่นิยายวิทยาศาสตร์ นางเอกตอบว่า

นิยายวิทยาศาสตร์ ใช่ จริง...มันเป็นเรื่องติงต้องเลยล่ะ อยากได้ยิ่งเรื่องติงต้องกว่านี้มั้ย ชาย 2 คน สร้างสิ่งที่เรียกว่าเครื่องบิน...เอาคนเข้าไป แล้วบินได้เหมือนนกไง...ใช่ ติงต้อง... เรื่องของการทะลุกำแพงเสียงละ... จรวดไปดวงจันทร์ล่ะ... พลังงานนิวเคลียล่ะ... หรือว่าไปดาวอังคาร?

 

ตั้งแต่เด็ก ผมฝันว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ สนใจด้านนี้มาตลอด พึ่งหันมาสนใจศิลปะก็ตอน ม.2  ประกอบกับเจอเพื่อนที่เก่ง(โคตร)มากขึ้นๆ ความท้อถอยก็เกิด ความฝันเหล่านั้นก็ร้างราไป

กลับมาคิดเล่นๆ เป็นไปได้ว่าถ้าผมได้ดู Contact ตั้งแต่มัธยม คะแนน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ น่าจะดีกว่านี้

แต่ก็อีกนั่นแหละ ประวัติศาสตร์ไม่มีคำว่า"ถ้า" 555+

 

ความรู้ก่อนดู Contact

รูหนอน หรือ  wormhole คือสิ่งที่เชื่อกันว่าจะเป็นอุโมงค์พาข้ามไปยังเอกภพอันห่างไกลได้ โดยภาพง่ายๆ ของทางลัดนี้สามารถแสดงได้โดยการเจาะรูตรงปลายแผ่นกระดาษ 2 รูด้านตรงข้ามกันซึ่งแสดงถึงจุดที่ห่างไกลกันในเอกภพ แล้วม้วนด้านใดด้านหนึ่งให้มาซ้อนทับกันและหากบิดเบี้ยวเวลาด้วยวิธีนี้ได้ คนเราอาจจะกระโดดลงรูหนอนแล้วไปโผล่ยังกาลเวลาที่ห่างออกไปหรือสถานที่อันไกลโพ้น

 

ทฤษฏีสัมพัทธภาพ (ไม่ใช่สัมพันธ์นะ) ถ้าเราเดินทางด้วยความเร็วมากๆ จนเห็นแสงเดินทางช้าลง เนื่องจากแสงมีความเร็วคงที่เสมอ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ตาม ถ้าเราเหาะด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง เราก็เห็นแสงเดินทางพุ่งทิ่งห่างเราออกไปด้วยความเร็วแสง แต่ว่าคนอื่นจะเห็นแสง ค่อยๆทิ้งห่างเราไปทีละน้อย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเวลาเราของช้าลง เราจะเห็นคนอื่นๆเหมือนหยุดนิ่ง นั่นก็แปลว่าหากเราเดินทางด้วยความเร็วมากๆ และกลับมาบ้านเราจะเจอคนที่บ้านแก่ขึ้นผิดหูผิดตา

 

 

เนื้อหาเพิ่มเติมหลังดู Contact (สปอยนะ)

ก๊อปทั้งดุ้นมาจากพันทิป เขียนโดยคุณ DigiTaL-KRASH!!!

 

 จากต้นฉบับนิยาย ที่ถูกดัดแปลงและย่อ(อย่างทิ้งเนื้อหาสำคัญไป)เป็นภาพยนตร์
==================================
Contact เป็นเรื่องที่เริ่มต้นจากค่าพาย และก็จบลงด้วยค่าพาย
สาระสำคัญของนิยายวิทยาศาสตร์ที่เขียนโดย คาร์ล ซากัน
นักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ที่แฝงอยู่ตลอดเรื่อง ก็คือ
"ถ้ามีผู้สร้าง เราย่อมค้นหาความจริงที่ถูกเข้ารหัสอยู่ในค่าสำคัญต่างๆ
ในธรรมชาติได้ด้วยการเข้าถึงผ่านคณิตศาสตร"
ซึ่งผู้เขียนใช้ค่าพายเป็นตัวแทน

เอ ลลี นางเอกของเรื่อง เป็นเด็กที่ชอบค้นคว้าหาความจริงมาก ในสมัยตอนเด็กๆเธอเคยถามอาจารย์ในห้องเรียน เกี่ยวกับค่าพาย ว่าค่าจริงๆของมันเป็นเท่าไร แล้วประวัติของมันเป็นอย่างไร และครูที่สอนก็ให้คำตอบไม่ได้ดังที่เธอต้องการ เธอจึงมีนิสัยชอบเข้าห้องสมุดเพื่อหาคำตอบด้วยตนเองตั้งแต่นั้นมา และได้รับการสนับสนุนจากพ่อของเธอ ซึ่งในภาพยนตร์ก็สื่อบุคลิกของเอลลีออกมาได้ดีค่อนข้างชัดเจน

เอลลีหาค่าพายด้วยความสงสัยอยากรู้เสมอมา ว่าค่าพายจะสิ้นสุดหรือมีการซ้ำที่ตรงไหน แต่เธอก็ยังไม่พบว่าค่าพายจะซ้ำได้

นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นของวงกลมวงใหญ่ในชีวิตของเธอ
ซึ่งจะการณ์มาครบรอบอีกทีในบั้นปลายของเรื่อง

ในหนังสือ เฮดเดน คนที่ให้ทุนกับเอลลี เป็นอดีตวิศวกรที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมากจนมีธุรกิจของตัวเอง แต่เขาไม่ได้อยู่บนเครื่องบินตลอดเวลา หากแต่อยู่บนสถานีอวกาศตลอดเวลา โดยมีความรู้สึกลึกๆว่าเขาคือผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจของโลกนี้จากหลังฉาก และจากเบื้องบน (เพราะเขาชอบเฝ้ามองโลกจากสถานีฯเสมอ) ในภาพยนตร์เราจะเห็นเขาขึ้นไปก็ตอนใกล้เสียชีวิตแล้ว

ในหนังสือ เอลลีได้รับสัญญาณที่ส่งกลับมาอย่างอัตโนมัติ โดยระบบอัตโนมัติของสถานีส่งสัญญาณขนาดยักษ์ที่ไร้ผู้ควบคุม ซึ่งมนุษย์ต่างดาวสร้างเอาไว้ในวงโคจรรอบดาวเวก้า ซึ่งในภาพยนตร์ก็มีแสดงเอาไว้นิดหน่อยในภาพ คห. 46 - 47 สถานีนี้มีหน้าที่ตรวจรับสัญญาณจากระบบดาวที่อยู่ใกล้เวก้า ในกรณีที่มีอารยธรรมที่ส่งคลื่นวิทยุออกมาได้ (แนวคิดเช่นเดียวกับโครงการเซติ แต่ในระดับเมกะสเกล) ซึ่งสถานีอัตโนมัตินี้จะรีเลย์สัญญาณกลับไปยังมนุษย์ต่างดาวที่ทำหน้าที่ ดูแลเครือข่ายรูหนอนตรงนี้อยู่ และส่งแบบพิมพ์เขียวสำหรับเครื่องสร้างรูหนอนไปยังอารยธรรมที่ส่งสัญญาณ วิทยุมา ดังนั้นพวกเอลลีจึงแปลกในคราวแรก เพราะเวก้าเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างกว่า และมีอุณหภูมิสูงกว่าดวงอาทิตย์มาก จึงไม่น่าที่จะมีสิ่งมีชีวิตใดๆ ธาตุหนักก็น้อย ไม่น่าจะมีมวลสารมากพอที่จะเกิด planetary disc ก่อตัวเป็นระบบดาวเคราะห์ได้ และเนื่องจากมวลมาก จึงมีช่วงอายุสั้นเกินกว่าที่จะยอมให้สิ่งมีชีวิตมีเวลาพัฒนาการเป็น อารยธรรมชั้นสูง ก่อนที่ดาวจะเกิดโนวาในวาระสุดท้ายของมัน (ดาวมวลมาก อายุจะสั้นกว่าดวงอาทิตย์มากๆ)

ดังนั้น การที่มีสถานี แสดงว่าจะต้องมีใครหรืออะไรสร้าง
และนำมันมาที่นั่นแน่นอน...

 ในหนังสือต้นฉบับ โลกได้คัดเลือกนักบินอวกาศ 5 คน (ไม่ใช่แค่เอลลีคนเดียวเหมือนในภาพยนตร์) ที่คัด 5 คน เพราะแต่ละคนจะเป็นตัวแทนของเชื้อชาติหลักๆ 5 กลุ่มในโลก มีพวกผิวขาว พวกผิวดำ เอเซีย คนอินเดีย และคนจากทวีปอเมริกา ยานทรงกลมที่บรรยายไว้ในหนังสือ มีที่นั่งสำหรับนักบิน 5 คน และไม่ได้พูดถึงส่วนของการเสริมเก้าอี้ ซึ่งเป็นไอเดียของคนทำหนัง แต่เรื่องกลไกการปิดผนึกประตูจนไม่เห็นรอย อันนี้รู้สึกในหนังสือจะบอกไว้

เอ ลลีและคณะ รวมห้าคน พักอยู่ที่สถานีเวก้าอยู่นานเหมือนกันก่อนแคปซูลจะถูกส่งต่อไป(ในหนังสือใช้ เวลาเดินทางนาน) เอลลีมาถึง quadruple system คือระบบดาวฤกษ์สี่ดวง ซึ่งมีดาวเคราะห์ที่มีอารยธรรม(ไม่ใช่อารยธรรมของมนุษย์ เพราะไม่ใช่ในระบบสุริยะ และเวลาที่เอลลีเดินทาง เป็นเวลาจริง ไม่ใช่เป็นเวลาในอนาคต)

เอลลีในหนังสือเปรียบเทียบระบบนี้เหมือนระบบ ขนส่งมวลชนแบบรถไฟใต้ดิน โดยมีรูหนอนเป็นรางรถ ส่วนแคปซูลเป้นตัวรถ หลังจากผ่าน "ชุมทาง" มาหลายชุมทาง พวกเอลลีก็มาถึงสถานีขนาดยักษ์ ที่ใกล้ใจกลางดาราจักร โดยในระหว่างแคปซูลเข้าเทียบท่าโดยอัตโนมัติ คณะของเอลลีก็ได้เห็นแคปซูลอื่นๆที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป บ้างก็เป็นเหมือนปลาดาว บ้างก็ทรงรี โดยที่บนพื้นผิวของสถานีจะมีรูที่มีรูปร่างรับกันได้พอดีกับแคปซูลต่างๆ ซึ่งเอลลีคาดว่าน่าจะเป็นแคปซูลของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ได้รับ "ข้อความ" จากผู้ดูแลสถานีเช่นเดียวกับมนุษย์เรา ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

นักบินห้าคน ออกมาจากแคปซูลแล้วมีประตูคนละบานให้เปิด เมื่อเปิดเข้าไปแล้วแต่ละคนจะพบกับประสบการณ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตตน หรือคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ซึ่งเอลลีก็ได้พบกับพ่อของเธอ เช่นเดียวกับในภาพยนตร์เหมือนกัน หลังจากที่เอลลีงงกับการปรากฏตัวในรูปร่างมนุษย์ที่เหมือนคนเรา มนุษย์ต่างดาวในหนังสือ ก็พูดเหมือนในภาพยนตร์ว่า ที่ปรากฏตัวแบบนี้เพื่อไม่ให้เธอตกใจกับรูปร่างที่อาจจะแตกต่างออกไปจากเรา (ไม่ใช่ว่ามนุษย์ต่างดาวมีรูปร่างเป้นมนุษย์อย่างเรา) หลังจากนักบินแต่ละคนถูกสอบถามทางโทรจิต และมนุษย์ต่างดาวหยั่งดูว่าเราเป็นเผ่าพันธุ์ที่พัฒนาพอที่จะยอมให้อยู่ร่วม กับเขาได้ไหม นักบินอวกาศก็ได้รับการเปิดโอกาสให้ถาม

เอลลีถามต่อว่า ระบบดังที่เห็นนี้ ท่านเป็นคนสร้างหรือ ท่านเป็นคนสร้างเอกภพนี้หรือ และได้รับคำตอบว่า เราไม่ใช่คนสร้าง แต่เราเป็นผู้ดูแล(keeper) ซึ่งในหนังสือจะแทนมนุษย์ต่างดาวกลุ่มนี้ว่า keeper ตลอด พวกเขาบอกแก่นักบินชาวโลกว่า เมื่อพวกเขาเจริญผ่านจุดที่อารยธรรมมีแนวโน้มจะทำลายตัวเองมาแล้ว (ทุกอารยธรรมมีจุดนี้อยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพัฒนาความเจริญทางจิตใจผ่านจุดนี้ไปได้ไหม ซึ่งมนุษย์เรากำลังอยู่ที่จุดนี้ ด้วยความเสี่ยงกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ในสงครามโลก) พวกเขาก็เดินทางมาพบกับสถานีนี้ และระบบเครือข่ายรูหนอน "ซึ่งบางเส้นทางก็ปิดลงไปแล้ว" เขาบอก เขายังบอกอีกด้วยว่า เมื่อเผ่าพันธุ์ของพวกเขาเยาว์วัยกว่านี้และมาเจอสถานีนี้ ระบบนี้ก็เก่าแก่โบราณมากแล้ว มันมีมาก่อนพวกเขานานทีเดียว และพวกเขาก็เป็นผู้ได้รับแบบพิมพ์เขียวในการสร้างยานเพื่อมาที่นี่เช่นกัน

ดังนั้นพวกเขาไม่ใช่ผู้สร้าง แต่เป็นผู้รักษา ผู้ดูแลนำทางให้กับอารยธรรมรุ่นน้อง ที่กำลังก้าวหน้าตามพวกเขามา

เอ ลลีได้ฟังก็สงสัยว่า สถานีนี้สร้างเอาไว้เพื่ออะไร พวกเขาตอบว่า ถ้านักบินปรารถนาที่จะอยู่ที่นี่ สร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นที่นี่ ก็สามารถจัดสถานที่ให้ได้ โดยสถานีนี้เปรียบเหมือนกับเรือขนาดใหญ่ที่จะอนุรักษ์เผ่าพันธุ์อันทรง ภูมิปัญญาต่างๆเอาไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ไปกับเหตุการณ์โลกาวินาศ(Catastrophe) ที่อาจเกิดขึ้นได้บนดาวแม่ของแต่ละชาติพันธุ์ เพราะสถานีนี้ไม่อาจถูกทำลายได้โดยง่าย มนุษย์ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นี่ได้ แต่จะต้องอยู่ในเขตของตนไม่เกินไปยังเขตของเผ่าพันธุ์อื่นๆ

พวกเขา บอกว่าสักวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องไป และจะมี keeper เผ่าพันธุ์ใหม่มารับช่วงต่อไป อาจจะเป็นมนุษย์เราก็ได้ (ภาพยนตร์ตัดสารสำคัญช่วงนี้ไปหมดเลย)

เอลลีได้ฟังก็สงสัยว่า พวกเขาเจริญก้าวล้ำทางวิทยาการขนาดนี้ พวกเขามีอะไรที่คล้ายๆศาสนา หรือพระเจ้าไหม ... เธอถาม ...  

Keeper ตอบเธอว่า เรามี... เราไม่มีศาสนา แต่มีสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับศาสนา นั่นคือเราสรุปว่าหากมีผู้สร้างเอกภพนี้จริง (คือไม่ได้เกิดเอง) เราสามารถหา pattern หรือข่าวสารที่ผู้สร้างทิ้งเอาไว้ได้จากค่าต่างๆทางคณิตศาสตร์ เพราะผู้สร้างจะต้องฝังกฏเกณฑ์ต่างๆเหล่านี้เอาไว้ ลึกลงไปในธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ที่เกิดและเจริญขึ้นมาค้นหาพบ เมื่อพัฒนาความสามารถของเผ่าพันธุ์ถึงขั้นหนึ่ง

ซึ่งความสามารถที่ว่านี้คือคณิตศาสตร์

...อันเป็นภาษาสากลของเอกภพ...

Keeper บอกแก่เอลลีว่า หากเธอกลับไปยังโลก เธอคงจะไม่ได้กลับมาอีกในชั่วชีวิตของเธอ เพราะว่า keeper ต้องการให้มนุษย์พัฒนามากกว่านี้จนเอาชนะแรงกระตุ้นในการทำลายตนเองให้ได้ เสียก่อน แต่สิ่งที่เธอสามารถเอาไปพิสูจน์ได้ว่ามาที่นี่จริงๆ ไม่ใช่เวลาที่หายไปในเครื่องบันทึกวิดิโออย่างในเวอร์ชันภาพยนตร์ หากแต่เป็นการค้นหาข้อความในค่าพาย ที่เกี่ยวข้องกับวงกลมอันเป็นรูปร่างอันเป็นมูลฐานที่สุดที่พบในเอกภพ ...



ขึ้นชื่อว่าวงกลม ย่อมไม่มีจุดปลาย

...วงกลมจึงจบลงที่จุดเริ่มต้น...

เอลลีกลับมาที่โลก เรื่องราวต่างๆดำเนินไปคล้ายกับในเวอร์ชันภาพยนตร์
ผู้ คนต่างไม่เชื่อว่าเธอไปมาจริงๆ เธอจึงเดินหน้าค้นหาต่อไปเพื่อพิสูจน์สิ่งที่มนุษย์ต่างดาวได้มอบให้เธอมา นั่นคือรูปแบบที่ฝังตัวซ่อนอยู่ในค่าพาย

เธอวิ่งเต้นจนจองเวลาเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดมาได้ ซึ่งเธอเขียนอัลกอริทึมให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นหาค่าพาย

วันเวลาผ่านไปจนเธอเกือบเลิกล้มความตั้งใจ

แต่วันหนึ่ง เมื่อคุณพ่อพาลเมอร์ จอส ติดต่อมา
เธอหันหลังให้กับเครื่องพิมพ์ไปคุยท่ามกลางเสียงฮัมเบาๆ
จากเครื่องปรับอากาศในห้องคอมพิวเตอร์

โดยหารู้ไม่ว่า ในขณะนั้นเอง เครื่องพิมพ์คำตอบจากการคำนวณ
เริ่มพิมพ์ pattern ที่ซ้ำกันออกมาอย่างมีรูปแบบ โดยมีเลขศูนย์
เป็นพื้นหลัง และมีเลขหนึ่ง เรียงตัวกันเป็นวงกลมออกมาอย่างเงียบๆ...

วงกลม จากตัวเลขมากมายมหาศาลที่ยังไม่เคยมีใครคำนวณ
วงกลม จากหลักฐานในความทรงจำของเธอ ที่ keeper บอกเอาไว้

เส้นวงกลมย่อมวิ่งต่อกันไปจนกลับมายังจุดเริ่มต้น

วิ่งต่อกันไปชั่วนิรันดร์...

 

เครดิต

Contact (1997)
Contact (film) - Wikipedia, the free encyclopedia
PANTIP.COM : X5542757 ใครเคยดูหนัง Sci-Fi เรื่อง Contact บ้างครับ? ที่เป็นเรื่องเกี่วกับ... [วิทยาศาสตร์]
PANTIP.COM : X7850637 แฟน CONTACT เชิญเข้ามาถกกันหน่อยครับ [วิทยาศาสตร์]

Comment

Comment:

Tweet

เคยดูสมัยประถม

ไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นค่าพายยังไม่รู้จักเลย


ในหนังเหมือนยานอวกาศที่นางเอกขึ้นไปอ่ะ
มันไม่ได้บินไปจากโลกเลยชิมิ

ชาวบ้านเลยคิดว่านางเอกโกหก



จำได้ว่าตอนดูโกรธแทนนางเอก
อะไรวะ สังคมไม่ยุติธรรมเลย ประมาณนั้น


สงสัยยังงี้ควรไปเรียนนิติป่าวนะ

#5 By k_wang (125.24.99.8) on 2009-10-26 22:26

ไม่เคยดูแฮะ
ข้ามๆ ไม่อ่านสปอย confused smile

#4 By wein on 2009-10-23 19:06

เอ๊ะ นี่ดังเหรอเนี่ย !!
เพิ่งรู้ว่ามีบลีอกแฮะ

#3 By leeju on 2009-10-22 19:21

ต่อไปดังอาจจะสร้างตึกที่มี wormhole

#2 By geAR on 2009-10-22 18:12

เกริ่นไว้น่าดูดี เอาไว้"ว่างๆ"ก่อน
คิดออกเลยว่าถ้าดังไปเป็นนักวิทย์ฯจะหน้าตาแบบไหน 55+
ปล.ยังไม่ได้ดูโคอไลน์เลย

#1 By giri on 2009-10-21 17:35